เมื่อคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง

เมื่อคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง

คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า เมื่อได้ยินคำว่า “มะเร็ง” โดยเฉพาะเมื่อเกิดกับคนใกล้ชิดย่อมทำให้เกิดอารมณ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความตระหนกตกใจ กลัว กังวล เสียใจ สับสน หรือโกรธ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติ แต่ในที่สุด หลังจากผ่านพ้นอารมณ์เหล่านั้นแล้วผู้ป่วยและครอบครัวหรือคนใกล้ชิด ก็มักจะพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับการวินิจฉัยที่เพิ่งได้รับมาไม่มากก็น้อย บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความเข้าใจและมีมุมมองในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง เพื่อให้ท่านสามารถปรับตัวและใจให้พร้อมที่จะรับมือกับโรคได้ดีขึ้น

การดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งเป็นงานที่ท้าทาย เพราะต้องมีทั้งการดูแลทางร่างกายที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะจากตัวโรคเอง หรือเป็นผลจากการรักษาก็ตาม นอกจากนี้การดูแลทางด้านจิตใจและอารมณ์ของผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิดเอง ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยกว่ากัน ซึ่งหมายความว่า ทั้งผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิด จำต้องมีการปรับตัวเพื่อรับสถานการณ์ใหม่ๆที่อาจเกิดขึ้น

“คุณไม่สามารถปฏิเสธตนเองได้ว่าไม่ได้เป็นมะเร็ง แต่คุณสามารถรับมือกับมันได้”

เริ่มต้นอย่างไรดี

ผู้ป่วยโรคมะเร็งส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นพบแพทย์ทั่วไป หรือแพทย์เฉพาะทางตามอาการที่ผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีอาการไอหรือหอบเหนื่อย อาจไปพบอายุรแพทย์ หรืออายุรแพทย์โรคทางเดินหายใจ ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมอาจเริ่มต้นพบศัลยแพทย์ด้วยปัญหาก้อนในเต้านม เป็นต้น เมื่อได้รับข้อมูลเบื้องต้นหรือการวินิจฉัยจากแพทย์ที่ดูแลแล้ว แพทย์อาจส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ตามความเหมาะสม ผู้ป่วยโรคมะเร็งจำนวนมาก อาจมีอาการของโรคมะเร็งได้หลายอวัยวะ อีกทั้งมักเป็นผู้สูงอายุซึ่งมักมีโรคร่วมอื่นๆ อยู่ด้วย อาทิเช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ถุงลมโป่งพอง ทำให้ต้องรับการดูแลจากอายุรแพทย์ที่มีความรู้รอบด้าน ร่วมกับอายุรแพทย์เฉพาะทางในการดูแลรักษาโรคมะเร็ง สำหรับอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งที่จะให้ข้อมูลรายละเอียดด้านแนวทางการดูแลรักษา หรือการพยากรณ์โรคมะเร็งนั้น ได้แก่ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางอายุรศาสตร์โรคมะเร็ง (Medical Oncologist) หรือ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางอายุรศาสตร์โรคเลือด (Hematologist) (ในกรณีที่เป็นมะเร็งของเม็ดเลือดหรือต่อมน้ำเหลือง) จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ท่านจะหาข้อมูล ได้เต็มที่ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการรักษา

การรักษาโรคมะเร็งนั้น มักต้องอาศัยความร่วมมือของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในหลายสาขาที่ทำงานร่วมกันเป็นทีม ได้แก่ ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ อายุรแพทย์ พยาธิแพทย์ และ แพทย์อื่นๆ อีกหลายสาขา โดยแพทย์แต่ละสาขาจะมีความชำนาญเฉพาะด้าน อายุรแพทย์ โรคมะเร็งมีความชำนาญที่จะเป็นผู้ให้คำแนะนำโดยรวมว่าในภาวะโรคของท่านนั้นมีแนวทางการรักษาอย่างไรบ้าง บอกลำดับของการรักษาแต่ละวิธีที่เหมาะสม และทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกับแพทย์สาขาต่างๆ เพื่อให้ผลการรักษาโรคมะเร็งของผู้ป่วยคนหนึ่งๆเป็นไปอย่างดีที่สุด ที่สำคัญ อายุรแพทย์โรคมะเร็งเป็นผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมเพื่อให้มีความเชี่ยวชาญในการรักษาโรคมะเร็งด้วยยาเคมีบำบัด หรือยาต้านมะเร็งในหลายรูปแบบ มีความชำนาญในการเลือกการรักษาด้วยยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วย และเหมาะสมกับชนิดของโรคมะเร็ง นอกจากนี้ ผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมากอาจมีโรคประจำตัวอื่น ที่ทำให้การดูแลรักษาด้วยยาเคมีบำบัดซึ่งอาจมีผลข้างเคียงที่รุนแรงมีความซับซ้อนมากขึ้น อายุรแพทย์โรคมะเร็งจะดูแลปัญหาเหล่านี้ได้อย่างถี่ถ้วน ทำให้การรักษาโดยรวมราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

“คนเป็นมะเร็งไม่จำเป็นต้องตายจากมะเร็งทุกคน”

การตัดสินใจร่วมกันของคนในครอบครัวควรกระทำเมื่อทุกฝ่ายได้ร่วมรับรู้ข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก่อน โดยยึดประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นหลักและให้น้ำหนักความต้องการของผู้ป่วยมากที่สุดด้วย

เมื่อท่านต้องดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง

  หากท่านเป็นผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยและต้องดูแลผู้ป่วย สิ่งสำคัญคือ ท่านควรร่วมรับรู้ข้อมูล การเจ็บป่วยโดยการไปพบแพทย์พร้อมกับผู้ป่วย บางครั้งผู้ป่วยอาจจะไม่ได้แจ้งให้แพทย์ทราบอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างการรักษา ไม่สามารถจำทุกอย่างที่แพทย์แนะนำได้ หรือผู้ป่วยบางรายไม่กล้าถามคำถามกับแพทย์ ท่านจะเป็นผู้ที่เชื่อมต่อสิ่งเหล่านี้และทำให้การรักษาสมบูรณ์มากขึ้น ผู้ป่วยและครอบครัวมักจะไม่กล้าถามแพทย์ ไม่ว่าจะเพราะความเกรงใจหรือกลัวก็ตาม แต่ที่จริงแล้ว แพทย์ยินดีที่จะตอบข้อสงสัยของผู้ป่วยเป็นอย่างยิ่ง แต่เนื่องจากบางครั้งแพทย์เองอาจจะเข้าใจว่าท่านเข้าใจหรือทราบแล้ว จึงไม่ได้เน้นย้ำเพิ่มเติม เป็นต้น

     ท่านอาจต้องช่วยบริหารจัดการกิจกรรมในชีวิตประจำวันบางอย่างแก่ผู้ป่วยในช่วง การรักษา เช่น การจดตารางการนัดหมายกับแพทย์ การดูแลเรื่องการรับประทานยาการจดบันทึกอาการผิดปกติต่างๆ เพื่อรายงานแพทย์ (ผู้ป่วยสามารถทำได้เช่นกัน) การจัดการค่าใช้จ่ายต่างๆ การจัดสลับหน้าที่ของสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้านให้ทุกอย่างดำเนินได้ใกล้เคียงเดิม เพื่อที่จะไม่ทำให้ผู้ป่วยต้องพะวงในเรื่องเหล่านี้จนเกินไปในระหว่างการรักษา เป็นต้น

การตัดสินใจร่วมกันของคนในครอบครัวในเรื่องการรักษาก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำ ทั้งนี้ ควรกระทำเมื่อทุกฝ่ายได้ร่วมรับรู้ข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก่อน โดยยึดประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นหลัก และให้น้ำหนักความต้องการของผู้ป่วยมากที่สุดด้วย เมื่อตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ต้องไม่มีการกล่าวโทษกันภายหลัง จงนึกเสมอว่าทุกคนต่างทำด้วยความรักและเป็นห่วงผู้ป่วยทั้งนั้น

การดูแลทางจิตใจเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การดูแลด้านกาย แน่นอนที่ผู้ป่วยจะมีความวิตก กังวล เครียด และเป็นทุกข์จากการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ ในฐานะของผู้ใกล้ชิดผู้ป่วย การให้กำลังใจจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จงทำให้เขารู้ว่าเขาไม่ได้เผชิญกับมันตามลำพัง และท่านพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเขาทุกขั้นตอน

การรักษาโรคมะเร็งอาจจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่เดือน หรืออาจยืดเยื้อนานกว่านั้น ได้เช่นกัน โดยเฉพาะในกรณีที่โรคอยู่ในระยะแพร่กระจาย ดังนั้นท่านเองต้องตระหนักว่าตัวท่านเองต้องดูแลสุขภาพทั้งกายและจิตใจของตนเองเช่นกัน ท่านควรมีการพักผ่อนบ้าง โดยมีคนมาช่วยผลัดเปลี่ยนการดูแลผู้ป่วยเป็นครั้งคราว ซึ่งจะทำให้ท่านมีพลังกลับคืนมา พร้อมที่จะประคับประคองผู้ป่วยและครอบครัวให้มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด

ขอบคุณ

-+=