สิทธิการรักษา

Cancer Anywhere

  • ผู้ป่วยมะเร็งย้าย รพ. ไปรักษาที่อื่นต้องทำอย่างไร
  • ขั้นตอนการย้ายต้องมีอะไรบ้าง
  • ข้อจำกัดต่างๆ

มูลนิธิเครือช่ายมะเร็ง ขอเขิญท่าน

รับชม Live สด Cancer Anywhere ตอนนี้ 13.00 -15.00

คลิกดูได้ที่ https://fb.watch/7j9om56xBI/

โรคมะเร็งรับบริการที่ไหนก็ได้ที่พร้อม

ประชาชนที่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง หรือสิทธิ 30 บาท) เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง สามารถเข้ารักษาที่หน่วยบริการที่พร้อมในการให้บริการ

* ยื่นบัตรประจำตัวประชาชนสมาร์ทการ์ด เพื่อใช้สิทธิบัตรทอง ก่อนรับบริการทุกครั้ง

ที่ไหนก็ได้ที่พร้อม หมายถึง

หน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่สามารถรับและส่งต่อผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยแล้ว เข้าสู่กระบวนการรักษาได้รวดเร็ว

ทำความเข้าใจเพิ่มสักนิด

โรคมะเร็งรับบริการที่ไหนก็ได้ที่พร้อม ไม่ได้หมายถึงว่า ผู้ที่เป็นมะเร็งแล้วมีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง หรือสิทธิ 30 บาท) จะเข้ารักษาที่ไหนก็ได้  เนื่องจากโรคมะเร็งมีหลายชนิด หน่วยบริการแต่ละแห่งมีศักยภาพในการรักษาแตกต่างกัน เพราะกระบวนการรักษาโรคมะเร็งมีมากและซับซ้อนเป็นเฉพาะแต่ละโรค

ครอบคลุมอะไรบ้าง

การรับบริการที่ไหนก็ได้ที่พร้อม ในปีงบประมาณ 2564 มีดังนี้

  1. หน่วยบริการรับการส่งต่อทั่วไปที่มีศักยภาพในการให้เคมีบำบัดสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งประกอบด้วย 3 กิจกรรม คือ การสั่งการรักษา การผสมยา และการบริหารยาเคมีบำบัดในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือการให้ฮอร์โมน Tamoxifen สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม
  2. หน่วยบริการที่รับการส่ง่ต่อเฉพาะด้านรังสีรักษา สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามที่ สปสช. กำหนด
  3. หน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นอกเหนือจากข้อ 1 และข้อ 2 ที่ให้การรักษาและบริการโรคมะเร็งดังนี้
    1. การตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคมะเร็งโดยครอบคลุมการประเมินระยะของมะเร็ง (Staging) ตามมาตรฐานของโรคมะเร็งแต่ละชนิด ทั้งนี้ไม่รวมการคัดกรองเบื้องต้น (Screening) หรือการศึกษาวิจัย
    2. การรักษาภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคมะเร็ง ภาวรแทรกซ้อนจากการรักษา รวมถึงโรคร่วมที่พบในการรักษาโรคมะเร็งในครั้งนั้น
    3. การตรวจเพื่อติดตามผลการรักษา (Follow up) ภายหลังการรักษาโรคมะเร็งและโรคร่วมที่พบในการมารับการรักษาโรคมะเร็งในครั้งนั้น

กรณีผู้มีสิทธิบัตรทองที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง แต่มีอาการหรือสงสัยว่าจะเป็นโรคมะเร็ง สามารถขอรับคำปรึกษาหรือคัดกรองเบื้องต้นได้ที่หน่วยบริการประจำใกล้บ้านตามระบบปกติ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพในโรงพยาบาล หรือสายด่วน สปสช. โทร. 1330

หน่วยบริการที่พร้อม 13 เขต

ดูในเอกสารนี้ได้เลย

อยากรู้เพิ่มเติม

ดูรายละเอียด ขั้นตอน และหน่วยรับบริการ คลิกเลย


สิทธิการรักษามะเร็งของคนไทย

เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง สิ่งที่หลายคนกังวลรองลงมาจากความกลัวไม่ได้อยู่กับคนที่รัก ก็คงจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษามะเร็ง เพราะหลายคนทราบดีว่า มะเร็งเป็นโรคเรื้อรัง ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา และค่าใช้จ่ายก็มากขึ้นในขณะที่โรคดำเนินไป

แต่อย่าเพิ่งกังวลไป เพราะจริงๆ แล้วคนไทยได้รับการคุ้มครองสิทธิการรักษาพยาบาลจากรัฐบาล ซึ่งสิทธิที่ว่า ครอบคลุมอะไรบ้างและมีเงื่อนไขอะไรยังไงในการใช้สิทธินี้

สิทธิการรักษาพยาบาล มี 3 ระบบใหญ่ คือ

  1. สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่รู้จักกันในนาม “สิทธิ 30 บาท” หรือ “สิทธิบัตรทอง” คุ้มครองบริการรักษาพยาบาลให้กับคนไทยทุกคนที่มีหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก และต้องไม่เป็นผู้ที่มีสิทธิประกันสังคมและสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ เมื่อเจ็บป่วยสามารถเข้ารับบริการรักษาพยาบาลได้ที่โรงพยาบาลของรัฐ และสถานีอนามัย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
  2. สิทธิสวัสดิการการรักษาพยาบาลของราชการ คุ้มครองบริการรักษาพยาบาลให้กับข้าราชการและบุคคลในครอบครัว ได้แก่ บิดา มารดา คู่สมรส และบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อเจ็บป่วยสามารถเข้ารับบริการรักษาพยาบาลได้ที่โรงพยาบาลของรัฐ
  3. สิทธิประกันสังคม คุ้มครองบริการรักษาพยาบาลให้กับเจ้าของสิทธิ(ผู้ประกันตน) สามารถเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลที่เลือกลงทะเบียนไว้

นอกเหนือจาก 3 สิทธินี้ยังมีประกันสุขภาพภาคเอกชน (ประกันชีวิต) มีให้เลือกทำอีกมากมาย
เรามาดูกันว่าทั้ง 3 สิทธินี้ ครอบคลุมอะไรบ้างและมีเงื่อนไขอย่างไรในการใช้สิทธิ

ผู้ป่วยมะเร็งสิทธิบัตรทอง ใกล้ที่ไหนฉายรังสีรักษาได้ที่นั่น ลดเวลารอคอย การรอคิวเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เริ่ม 1 ม.ค.64 พร้อมพัฒนายกระดับสิทธิอื่นๆ ในอนาคต สนใจอ่านเพิ่มเติม คลิกเลย

สิทธิบัตรทอง

คนไทยทุกคนมีสิทธิบัตรทอง เมื่อรู้ว่าเป็นมะเร็ง แต่ไม่มีประกันสุขภาพ สิทธิประกันสังคม และสิทธิสวัสดิการการรักษาพยาบาลของราชการ สามารถตรวจสอบสิทธิหลักประกันสุขภาพได้

ตรวจสอบสิทธิหลักประกันสุขภาพ

ช่องทางที่ 1 : ติดต่อด้วยตนเอง ได้ที่สำนักงานเขต กทม. (19 เขต) / สปสช. เขตพื้นที่ 1-13 / โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล / โรงพยาบาลของรัฐ

ช่องทางที่ 2 : โทรสายด่วน สปสช. 1330 กด 2 ตามด้วยหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก และเครื่องหมาย # (สำหรับคนชอบโทรศัพท์ ช่องทางนี้สะดวกมาก)

ช่องทางที่ 3 : Application “สปสช.” สามารถดาวน์โหลดฟรี ได้ทั้งระบบ Andriod และ IOS (สแกน QR Code เพื่อดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น)
(หมายเหตุ: เมื่อลงทะเบียนติดตั้งแอปพลิเคชั่นเรียบร้อยแล้ว สามารถเข้าไปใช้งานฟังก์ชั่น ตรวจสอบสิทธิ์ตนเอง และตรวจสอบสิทธิ์คนในครอบครัวได้ทันที)

ช่องทางที่ 4 : LINE Official Account สปสช. – แอดเป็นเพื่อนง่าย ๆ พิมพ์ค้นหา Line ID @nhso
(หมายเหตุ : ใช้งานง่าย ๆ เพียงเลือกฟังก์ชั่น “ตรวจสอบสิทธิ” และกรอกข้อมูล ก็สามารถตรวจสอบสิทธิได้แล้ว)

ช่องทางที่ 5 : ผ่านทางเว็บไซต์ สปสช. www.nhso.go.th
(เข้าเมนูประชาชน เลือกหัวข้อ “ตรวจสอบสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” หรือคลิกลิงก์นี้ https://eservices.nhso.go.th/eServices/

สิทธิข้าราชการ

สำหรับเพื่อนๆคนไหนที่เป็นข้าราชการ  เมื่อต้องการใช้สิทธิ มีขั้นตอน ดังนี้ 

  1. ตรวจสอบสถานพยาบาล : ผู้ป่วยต้องไปตรวจสอบสถานพยาบาลก่อน รวมถึงโรคที่จะรักษาและประมาณการส่วนร่วมจ่ายก่อน โดยสามารถไปตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์กรมบัญชีกลาง http://www.cgd.go.th
  2. ติดต่อสถานพยาบาลที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ โดยสถานพยาบาลจะสรุปรายการส่วนเกินที่ต้องชำระ หรือส่วนที่เบิกกรมบัญชีกลางไม่ได้ ทั้งนี้หากผู้ป่วยตกลงเข้ารับการรักษา จะต้องลงนามในหนังสือเพื่อยืนยัน แต่ถ้าหากไม่ประสงค์ที่จะเข้ารับการรักษา ก็สามารถปฏิเสธได้ด้วยเช่นกัน 
  3. กรณีมีส่วนเกินที่ต้องชำระเอง กรณีมีรายการส่วนเกินที่ต้องชำระ เมื่อออกจากสถานพยาบาล สถานพยาบาลนั้นจะเรียกเก็บส่วนเกินจากผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยไม่สามารถนำใบเสร็จรับเงินมาเบิกจากทางราชการได้ ส่วนที่เบิกได้นั้นสถานพยาบาลจะวางเบิกจากกรมบัญชีกลางโดยตรง 

สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

สิทธิประกันสังคม

ตรวจสอบสิทธิประกันสังคมได้ที่   https://www.sso.go.th/wpr/main/login

กรณีการรักษาโรคมะเร็ง  (Protocol)

ประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ประกาศ ณ วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556 การรักษาโรคมะเร็ง 10 ชนิด ซึ่งจะต้องให้การรักษาตามแนวทางที่กำหนด ดังนี้

  1. โรคมะเร็งเต้านม
  2. โรคมะเร็งปากมดลูก
  3. โรคมะเร็งรังไข่
  4. โรคมะเร็งโพรงจมูก
  5. โรคมะเร็งปอด
  6. โรคมะเร็งหลอดอาหาร
  7. โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย
  8. โรคมะเร็งตับและท่อน้ำดี
  9. โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
  10. โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

กรณีการรักษาโรคมะเร็งชนิดอื่นนอกเหนือจากโรคมะเร็ง 10 ชนิด ตามที่กำหนดใน ข้อ 1. ที่ต้องให้เคมีบำบัดหรือรังสีรักษา และหรือยารักษาโรคมะเร็งให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 15,000 บาทต่อรายต่อปี

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ หลักเกณฑ์และเงื่อนไข คลิกเลย

ค่ารักษาโรคมะเร็ง มันเท่าไรนะ

ค่ารักษาจาก รพ.เอกชน รพ.รัฐ ศูนย์แพทย์ คลินิก ฯลฯ

ค่ารักษาในโรคมะเร็งนั้นมักจะสูงตามกระบวนการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการใช้รังสีบำบัด หรือการใช้เคมีบำบัด เพราะยาบางตัวมีค่าใช้จ่ายสูง หากเป็นผู้ที่มีสิทธิรักษาพยาบาลในประเทศไทย สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือที่รู้จักกันในนาม “สิทธิ 30 บาท” หรือ “สิทธิบัตรทอง” สิทธิสวัสดิการการรักษาพยาบาลของข้าราชการ สิทธิประกันสังคม ก็จะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนของการรักษาได้ หากผู้ที่ไม่มีสิทธิ หรือมีความประสงค์จะเลือกทางรักษาตามความต้องการของตนเอง เราขอยกตัวอย่างค่ารักษาพยาบาลจาก สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรคพยาบาลเอกชน มาไว้ให้ดูกัน

ตัวอย่างค่ารักษา

ค่าฉายรังสี รพ.จุฬา https://www.chulacancer.net/services-list-page.php?id=514

ผ่าตัดก้อนเต้านม รพ.เอกชน แห่งหนึ่ง https://www.namarak.com/breast/detail/3 

ค่ารักษาของวิธีรักษาต่างๆ https://ifwd.fwd.co.th/blog/cancer-cost/

รักษาที่โรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน ?

ข้อดีของโรงพยาบาลของรัฐบาลคือมีค่ารักษาที่ถูกกว่าและมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย แต่ก็อาจจะต้องรอคิวเพื่อรับการรักษาเนื่องจากปริมาณผู้ป่วยค่อนข้างสูง ทำให้บ่อยครั้งด้วยความจำเป็นในชีวิตประจำวันและความเร่งด่วนในการรักษาทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวตัดสินใจเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนซึ่งมีค่ารักษาที่สูงกว่าโรงพยาบาลรัฐบาล 2.5-7 เท่า และค่ายามีราคาที่สูงกว่า 40-600 เท่าเลยทีเดียว